ฐานข้อมูลส่งเสริมและยกระดับคุณภาพสินค้า OTOP

เลือกหัวข้อเรื่องที่ต้องการ

 

คุณประโยชน์ของชาใบหม่อนมีดังนี้

  1. ลดระดับคอเลสเตอรอล เนื่องจากมีสารฟายเตอสโตโรล (PhytoSterol) ซึ่งเป็นสารที่มีประสิทธิภาพในการลดคอเลสเตอรอลในเลือด โดยยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากลำไส้
  2. ลดน้ำตาลในเลือด มีสารที่เรียกว่า ดีอ๊อกซิโนจิริมายซิน (Deoxynojirimycin) อยู่ 0.1% ซึ่งสารนี้จนกระทั่งปัจจุบันจะพบในใบหม่อนเท่านั้น ซึ่งมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ย่อยสลายน้ำตาลและชะลอการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้ ซึ่งมีผลในการลดระดับน้ำตาลในเลือด
  3. ลดความดันโลหิต มีสารกาบา (Gamma-amino butyric acid) ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดความดันโลหิต
  4. บำรุงร่างกาย นอกจากมีสารที่เป็นประโยชน์ในทางการแพทย์แล้ว ยังพบว่าในการวิเคราะห์ชาเขียวจากใบหม่อน พบแร่ธาตุต่างๆ และโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ใบหม่อนที่ดีจะต้องไม่อ่อนเกินไปและไม่แก่เกินไป หรือประมาณห่างจากยอดใบที่ 4-5 เท่านั้น จึงจะได้ใบชาที่มีคุณภาพและกลิ่นหอม

วิธีชงชามีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. ใช้น้ำร้อนลวกภาชนะชงชา เพื่อให้กาน้ำชาและถ้วยน้ำชาชุ่มชื้น ช่วยฆ่าเชื้อโรคและดับกลิ่นต่างๆ
  2. ใส่ใบชาในปริมาณที่พอเหมาะ ถ้าเป็นใบชาม้วนประมาณ 1 ใน 3 ของกาน้ำชา ถ้าใบชาไม่ม้วนประมาณ 1 ใน 2 ของกา
  3. เทน้ำร้อนลงในกาให้เต็ม เพื่อกระตุ้นใบชาให้คลี่ออก และช่วยล้างใบชาให้สะอาด และรีบเทน้ำทิ้ง อย่าแช่ทิ้งไว้นาน (ชาน้ำแรกเททิ้ง)
  4. เทน้ำร้อนลงในกาน้ำชาอีกครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ 2 นาที
  5. รินน้ำชาในถ้วยแต่ละถ้วยให้หมดกา แล้วยกเสิร์ฟ เมื่อต้องการดื่มชาเพิ่ม ให้เติมน้ำร้อนลงในกาอีกครั้งทิ้งไว้ 2-3 นาที แล้วยกเสิร์ฟใหม่

ใบหม่อนมีปริมาณกาเฟอีนน้อยกว่าใบชาทั่วไปถึง 200 เท่า คือพบเพียง 0.01% หรืออาจจะไม่พบเลยเหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

       มอดยาสูบ เป็นแมลงจำพวกด้วงปีกแข็ง ปรับตัวอยู่ได้ทุกสภาพแวดล้อม กินได้ทั้งพืชและสัตว์ โดยมากมักแพร่กระจายโดยการส่งสินค้า เป็นศัตรูสำคัญหมายเลข 1 ของชาใบหม่อนและของสินค้าที่ผลิตจากพืชและสัตว์ รวมทั้งเครื่องเทศและสมุนไพรอบแห้งด้วย จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า มอดผลิตภัณฑ์อบแห้ง (Herbarium beetle) โดยตัวเต็มวัยเข้าทำลายโดยการกัดเจาะเข้าไปหรือมุดเข้าไปกัดกินอาหารที่อยู่ภายในบรรจุภัณฑ์ ทำให้อาหารที่บรรจุอยู่ภายในถูกกัดกินเป็นรูพรุนไปทั่ว โดยเราจะพบซากของปลอกดักแด้และซากของตัวเต็มวัยที่ตายแล้วอยู่ภายในถุงหรือบรรจุภัณฑ์ ถ้าเราเผลอกินมอดยาสูบเข้าไป อาจไม่ถึงตายแต่อาจเกิดอาการแพ้ได้
       เมื่อประเทศคู่ค้าตรวจพบมอดยาสูบปนเปื้อนอยู่ในสินค้าจะทำลายทันที โดยการเผาทำลาย ทำให้ผู้ส่งต้องสูญเสียสินค้าและค่าใช้จ่ายในการทำลายอีกด้วย ส่งผลให้ประเทศสูญเสียรายได้ทางเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือของประเทศ

ให้เพิ่มปริมาณเกลือให้ได้ตามสัดส่วนของมาตรฐาน มผช. หรือเพิ่มระยะเวลาตากจะช่วยได้ทั้งค่าปริมาณโซเดียมคลอไรด์ และค่าวอเตอร์แอคติวิตี้

เพอร์ออกไซด์เกิดจากใช้น้ำมันสำหรับทอด ทอดผลิตภัณฑ์ซ้ำมากครั้งควรใช้น้ำมันทอดไม่เกิน 2 ครั้ง และเมื่อทิ้งให้เย็นแล้วควรบรรจุถุงทันที

แนะนำผู้ประกอบการเกี่ยวกับการเลือกใช้วัตถุดิบที่เหมาะสม‎ และจะสุ่มตัวอย่างมาทดสอบใหม่เมื่อผู้ประกอบการได้ปรับปรุงตามคำแนะนำแล้ว เพื่อให้ผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน

ให้ปรับปรุงขั้นตอนการผลิต โดยล้างวัตถุดิบและผึ่งแห้งก่อนเข้าตู้รมควัน ควรเพิ่มเวลาการผึ่งตัวอย่าง เพิ่มระยะเวลาการรมควันในตัวอย่างปลาที่มีขนาดใหญ่ การบรรจุต้องทิ้งให้ผลิตภัณฑ์เย็นตัวลงก่อนบรรจุ ‎ภาชนะบรรจุควรปิดสนิทไม่มีอากาศหรือความชื้นเข้าไปได้ 

  1. รักษาความสะอาดสถานที่ ภาชนะเก็บวัตถุดิบต้องปิดสนิท สุขลักษณะของผู้ผลิต และขั้นตอนการผลิตต้องสะอาดถูกสุขอนามัย ควรใส่ถุงมือขณะบรรจุผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเสร็จแล้วเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากการสัมผัสของผู้บรรจุ
  2. บรรจุผลิตภัณฑ์ในภาชนะที่ปิดสนิทเพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์จากอากาศและสภาวะแวดล้อม
  3. วัตถุเจือปนอาหารในขนมข้าวตูที่มาจากน้ำตาลมะพร้าว แนะนำให้เปลี่ยนแหล่ง  ซื้อน้ำตาลมะพร้าวที่ไม่ใส่วัตถุกันเสีย

ให้เพิ่มปริมาณน้ำหนักของผลิตภัณฑ์ และชั่งแป้งด้วยเครื่องชั่งเพื่อให้มีปริมาณน้ำหนักเท่ากันทุกลูก

1. แก้ไขโดยตากวัตถุดิบ เช่น หอม กระเทียม พริก ภายหลังจากการล้างทำความสะอาดให้แห้งสนิท

2. ควรปล่อยน้ำพริกให้เย็นก่อนบรรจุถุง เพื่อป้องกันการเกิดไอน้ำในถุงซึ่งทำให้ค่าวอเตอร์แอคติวิตี้‎สูงขึ้น

1. ควรปรับปรุงการใช้ภาชนะบรรจุ และการใช้วัตถุกันเสียในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์

2. ให้เพิ่มปริมาณน้ำตาลตามเกณฑ์มาตรฐานเพราะถ้าปริมาณน้ำตาลน้อยเกินไปอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์

ควรบรรจุผลิตภัณฑ์ให้มีน้ำหนักสุทธิมากกว่าที่จดแจ้ง และใช้เครื่องชั่งน้ำหนักในกระบวนการบรรจุเพื่อให้ได้ปริมาณน้ำหนักที่แน่นอนและเท่ากันทุกถุง

ปรับปรุงขั้นตอนการผลิต โดยล้างวัตถุดิบและผึ่งแห้งก่อนเข้าตู้รมควัน ควรเพิ่มเวลาการผึ่งตัวอย่าง เพิ่มระยะเวลาการรมควันในตัวอย่างปลาที่มีขนาดใหญ่ การบรรจุต้องทิ้งให้ผลิตภัณฑ์เย็นตัวลงก่อนบรรจุ ภาชนะบรรจุควรปิดสนิทไม่มีอากาศหรือความชื้นเข้าไปได้ 

การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อให้อาหารยังคงความกรอบและไม่เหม็นหืน

โดยทั่วไปอายุการเก็บรักษาของอาหารประเภทนี้ขึ้นกับ 2 ปัจจัยหลัก คือ ความชื้นและปริมาณน้ำมันในผลิตภัณฑ์อาหารนั้นซึ่งทำให้ความกรอบลดลงและเกิดการเหม็นหืนได้  บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารประเภททอดหรืออบกรอบต้องมีสมบัติป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ดีเพื่อป้องกันความชื้นซึ่งทำให้สินค้าไม่กรอบ และเลือกใช้ฟิล์มที่มีสมบัติป้องกันการซึมผ่านของแก๊สออกซิเจนได้ดีเพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันระหว่างแก๊สออกซิเจนกับน้ำมันในอาหารซึ่งจะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นหืน นอกจากนี้ วิธีบรรจุอาหารก็มีความสำคัญต่ออายุการเก็บของสินค้า  โดยการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศภายในบรรจุภัณฑ์ด้วยการพ่นแก๊สไนโตรเจนเข้าไปแทนที่อากาศเพื่อกำจัดหรือลดปริมาณแก๊สออกซิเจน หรือการใส่วัสดุดูดซับแก๊สออกซิเจนเข้าไปในบรรจุภัณฑ์ หรือใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันเพื่อป้องกันการเกิดกลิ่นหืน

ทำการศึกษา วิจัย เพื่อแก้ปัญหาอายุการเก็บสินค้าอาหาร OTOPของผลิตภัณฑ์หมูแผ่นสาหร่ายอบกรอบ

บรรจุในถุงพลาสติกลามิเนตด้วยอะลูมิเนียม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์บริษัท ซี แอนด์ ที ฟู้ดส์ จำกัด และหาแนวทางยืดอายุการเก็บรักษาสินค้าให้คงคุณภาพตามที่ผู้บริโภคต้องการ

  - เก็บตัวอย่างทดสอบอัตราการซึมผ่านแก๊ส

    ออกซิเจนของฟิล์มพลาสติก7 ตัวอย่าง

  - เก็บตัวอย่างทดสอบอัตราการซึมผ่านไอน้ำของฟิล์มพลาสติก 7 ตัวอย่าง

  - เก็บตัวอย่างหาปริมาณแก๊สออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในช่องว่างเหนืออาหารของผลิตภัณฑ์ หมูแท่ง น้ำพริก ข้าวเกรียบ ข้าวตัง กุ้งเสียบ ปลาข้าวสารกรอบ เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบกรอบ ปลาหมึกอบกรอบ 26 ตัวอย่าง

ดำเนินโครงการศึกษาอายุการเก็บของผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปโดยวิธีปรับแต่งบรรยากาศ

-  จำลองสภาวะการเก็บที่อุณหภูมิสูงเพื่อประเมินอายุการเก็บเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่เก็บในสภาวะอุณหภูมิปกติ  เพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับนำไปประเมินอายุการเก็บจริงของผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปในผลิตภัณฑ์นั้นๆ 

-  ได้แนวทางในการประเมินอายุการเก็บของสินค้าประเภทอบกรอบโดยไม่ต้องทดสอบสินค้าตามอายุการเก็บจริงเพื่อแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการ OTOP ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าให้สูงขึ้นทำให้สามารถส่งไปจำหน่ายในที่ห่างไกล หรือวางขายในตลาดได้นานขึ้น เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ทำให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนกำหนด ค่า pH อยู่ระหว่าง 5 – 7.5

สาเหตุเกิดจาก 
1. ในกระบวนการย้อมผ้า มีการใส่น้ำปูนขาว น้ำสกัดจากขี้เถ้า ซึ่งสารเหล่านี้มีค่าความเป็นด่างสูงมาก
2. ในกระบวนการล้างผ้า โดยการใช้น้ำสบู่ หรือผงซักฟอก  เนื่องจากโดยทั่วไป สบู่ผงซักฟอก จะมีค่าความเป็นด่างอย่างอ่อน หากการล้างผ้าด้วยน้ำสะอาดหลังจากล้างด้วยน้ำสบู่หรือผงซักฟอก ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผ้ามีค่าความเป็นด่าง
3. เกิดจากน้ำที่นำมาใช้ล้างผ้า มีค่าความเป็นด่างอยู่ก่อนแล้ว

การแก้ไข
แนะนำการแก้ไข/ปรับปรุงคุณภาพ โดยผ้าทอที่ไม่ผ่านเกณฑ์ส่วนใหญ่ เนื่องมาจากค่าความเป็นด่างสูง (pH มากกว่า 7.5) ได้แนะนำให้ล้างผ้าหรือเส้นด้ายที่ย้อมแล้วด้วยน้ำที่มีความเป็นกรดอ่อนๆ เช่น น้ำที่ผสมด้วยกรดน้ำส้มสายชู  หรือ น้ำที่ละลายด้วยสารส้ม  โดยการแช่ผ้าลงในน้ำที่มีความเป็นกรดอ่อนๆ ทิ้งไว้ 10 นาที  ตากผ้าให้แห้ง

มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนกำหนดผ้าทอที่ย้อมด้วยสีสังเคราะห์เมื่อทดสอบสีเอโซที่ให้อะโรมาติกเอมีน 24 ตัว ต้องไม่เกิน 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)สาเหตุเกิดจาก ใช้สีย้อมสังเคราะห์ที่ไม่ได้ มาตรฐานตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) 

วิธีการแก้ไข
1. ทำฐานข้อมูลสีย้อมสังเคราะห์ที่ผ่านมาตรฐาน มอก. เพื่อใช้แนะนำให้ผู้ประกอบการเลือกใช้สีย้อมสังเคราะห์ ที่ปลอดภัยได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)
2. จัดทำหลักสูตร “การย้อมผ้าทอโดยการใช้สีธรรมชาติ” ทดแทนการใช้สีสังเคราะห์  เพื่อเป็นทางเลือกในการพัฒนาสินค้าของชุมชนที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น โดยเน้นการใช้วัตถุดิบที่มีในพื้นที

ข้อดีของการใช้สีย้อมที่ได้มาตรฐาน หรือสีย้อมธรรมชาติ คือ ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ผลิต ผู้บริโภค และ ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม 

  1. เลือกใช้แชมพูให้ถูกต้องกับสภาพเส้นผม โดยดูจากฉลาก ที่ฉลากจะเขียนบอกไว้ว่าเหมาะสมกับเส้นผมชนิดใด
  2. อ่านวิธีใช้ให้ละเอียดว่าจะต้องทำอย่างไร และใช้ให้ถูกต้อง
  3. ถ้าไม่แน่ใจว่าตนแพ้แชมพูชนิดนี้หรือไม่ ให้ทดสอบโดยการใช้แชมพูเพียงเล็กน้อยที่ท้องแขน ทิ้งไว้สักครู่ถ้าแพ้จะเกิดอาการผื่นแดงและคัน
  4. ควรสังเกตดูว่าภายหลังจากการใช้แชมพูแล้วเกิดอาการอะไรบ้าง เช่น ผมร่วง มีรังแคมากขึ้น ผมมันง่าย คันศีรษะ ฯลฯ  ถ้าเกิดอาการที่ไม่ดี ควนเลิกใช้แชมพูนั้น การสังเกตจะช่วยให้ผู้บริโภคทราบว่าแชมพูชนิดใดตรายี่ห้อใดเหมาะสมกับเส้นผมของตน
  5. ควรเลือกใช้แชมพูชนิดอ่อนๆ สำหรับเด็ก
  6. สระผมแต่ละครั้งควรล้างแชมพูออกให้หมด
  7. อย่าให้แชมพูเข้าตา โดยเฉพาะแชมพูชนิดขจัดรังแค แต่ถ้าแชมพูเข้าตาให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที (อ้างอิง A12)
  1. ซิลิเนียม ซัลไฟล์ เช่น ในแชมพูเซลซัน ความเข้มข้นของแชมพู = 2.5% ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง ตัวยานี้ได้ผลดีมากในการกำจัดรังแค มักใช้ในกรณีเป็นรังแคมากๆ แชมพูชนิดนี้จัดเป็นยา จึงมีวางขายในเฉพาะร้านขายยาเท่านั้น
  2. ซิงค์ พัยริไธออน หรือ ซิงค์ โอมาดีน ผสมในคคามเข้มขัน 2% อาจจะออกฤทธิ์ช้ากว่าซิลิเนียม ซัลไฟล์ เล็กน้อย แต่แชมพูที่ผสม ซิงค์ พัยริไธออนนี้จะสีสันและกลิ่นหอมน่าใช้กว่า ออกฤทธิ์ยับยั้งการการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังเช่นกัน แชมพูชนิดนี้จัดเป็นเครื่องสำอางจึงมีในท้องตลาดมากมาย เช่น แครอลขจัดรังแค คิว-ลีน เคโอ-เมริค ฯลฯ (อ้างอิง A16)

ที่ผิวมะกรูดนั้นมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งในน้ำมันจะมีสารช่วยลอกคราบรังแคให้หลุดออกไปได้ และน้ำมะกรูดที่มีสภาพเป็นกรดยังช่วยปรับสภาพความเป็นกรดด่างของเส้นผมและบริเวณหนังศีรษะช่วยให้เส้นผมมีความนุ่มสลวยเงางาม (อ้างอิง A33)

     โดยทั่วๆ ไปการทำความสะอาดเส้นผมก็เพื่อต้องการชำระสิ่งสกปรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกไขมันส่วนเกินและรังแคให้หมดไปจากเส้นผมและหนังศีรษะ ไขมันที่เกิดจากเส้นผมจะอยู่ในรูปของ sebum ซึ่งเป็นจำพวกสารเคมีและมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ glycerides 50% waxes 20% squalene 10% และ fatty acids 5% สารที่เป็นองค์ประกอบเหล่านี้จะถูกขับออกจากต่อมไขมัน (sebaceous glands) เคลื่อนไปยังขุมเซลเส้นผมแล้วส่งผ่านไปตามท่อเล็กๆ ในเส้นผม เพื่อหล่อเลี้ยงเส้นผมและช่วยให้เส้นผมเป็นมันเงานิ่มสลวยถ้าสารพวกนี้ถูกขับออกมามากเกินไปก็จะสะสมกันมีลักษณะเป็นไขมันจับอยู่ภายนอกเส้นผม ไขมันนี้เองเป็นตัวการสำคัญที่ช่วยให้ฝุ่นละอองทั้งหลายเกาะติดเส้นผมได้ง่ายขึ้น ดังนั้นประสิทธิภาพของแชมพู ในการขจัดไขมันหรือทำให้เส้นผมสะอาดนั้น จึงขึ้นกับ detergent  ที่ใช้ผสมในแชมพู

     Detergent  เป็นสารอินทรีย์ ที่มีโครงสร้างซับซ้อน โมเลกุลของ detergent มี 2 functional group คือ polar หรือ hydrophilic และnonpolar หรือ hydrophobic สำหรับ polar group จะทำหน้าที่เข้าไปเกาะกับเส้นผมโดยการไล่ที่ไขมันออกไปและช่วยให้ detergent ละลายได้ดีในน้ำ หน้าที่จอง nonpolar group คือไปขจัดไขมัน และช่วยให้ไขมันละลายเป็น emulsion และพบว่าสมรรถภาพของแชมพู ในการทำความสะอาดไม่ได้ขึ้นกับ pH ในแชมพูสระผมทั่ว ๆ ไปจะปรับ pH ให้เท่าๆ กัน pH ของ detergent ที่ผสมในแชมพูนั้นๆ

     อนึ่งแชมพูที่ดีไม่ควรจะล้างน้ำมันออกจากเส้นผม และหนังศีรษะจนหมดเพราะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมกรอบแห้งและเกิดรังแคได้ ปกติตามผิวหนังของคนเราจะมีฤทธิ์กรด (pH 3.0-5.0) ซึ่งเกิดจากสารละลายมันเฟอร์  (lactid-acid และ lactate) ที่ต่อมเหงื่อผลิต กรดไขมันที่ต่อมไขมันผลิต ขึ้นนี้จะเป็นตัวยับยั้งการเกิดแบคทีเรีย โดยเฉพาะ Streptococci  นอกจากนี้  กรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวจะมีอะตอมคาร์บอนเป็นจำนวนเลขคี่ จะช่วยป้องกันเชื้อราเช่น พวกขี้กราก ตัวอย่างกรดไขมันที่ใช้เป็นตัวยาในแชมพู (Medicated shampoo) ได้แก่ Undecylinic acid (อ้างอิง A48)

ฟืม เป็นเครื่องมือที่ใช้กระทบกับเส้นกกให้แน่น มีความยาวเท่าขนาดเสื่อกก ซึ่งมีหลายขนาด เริ่มตั้งแต่ 12 นิ้วสำหรับทอเสื่อกระเป๋า จนถึงฟืม 5 คืบถึง 10 คืบ และแบ่งเป็นฟืมสองชั้นกับฟืมชั้นเดียว เมื่อใช่ทอแล้วจะมีลายเสื่อแตกต่างกัน ฟืมที่ชาวจันทบุรีใช้ทอเสื่อนั้นฟันฟืมทำจากไม้ไผ่แก่ ครอบฟืมทำด้วยไม้จริง ส่วนฟืมทอเสื่อถิ่นอื่นทำด้วยไม้ประดู่ขนาด 1 ½´4 นิ้ว ยาวเท่ากับขนาดความกว้างของเสื่อ (อ้างอิง A20)

เป็นการเตรียมกกสำหรับย้อม โดยแบ่งกกเป็นกำขนาดเหมาะมือ ประมาณเส้นผ่าศูนย์กลางเมื่อมัดแล้ว 1 นิ้ว กระทุ้งด้านโคนกกให้เสมอกัน แล้วมัดปลายกกห่างจากปลายเข้ามาประมาณ 2 นิ้วให้แน่น สะบัดกกให้กกสั้นหลุดออกมา กกที่ร่วงออกมาก็เก็บกระทุ้งโคนมัดปลาย แล้วสะบัดอีกต่อไปจนหมด (อ้างอิง A20)

ผลิตภัณฑ์เสื่อกก หมายถึง ผลิตภัณที่ได้จากการนำเสื่อกกมาออกแบบ ตัดเย็บ หรือวิธีอื่น เพื่อขึ้นรูปเป็นรูปทรงต่างๆ อาจประกอบด้วยวัสดุอื่น เช่น ผ้า เอ็น ดิ้น ลูกปัด ทำเป็นของใช้ทั่วไป ของประดับตกแต่ง เช่น แผ่นรองแก้ว แฟ้มใส่เอกสาร กล่องเอนกประสงค์ กรอบรูป (อ้างอิง A19)

นำสารโซเดียมเบนโซเอตที่มีค่าสารละลายความเข้มข้น 3% ซึ่งเป็นสารกันบูดที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมอาหาร มีวิธีทำไม่ยาก เพียงนำกกไปแช่ในสารละลายโซเดียมเบนโซเอต 2 ชั่วโมง แล้วนำมาผึ่งให้แห้งก็ใช้งานได้ (อ้างอิง A11)

สีแอซิดเป็นสีที่นิยมใช้ย้อมเส้นใยจากสัตว์ เช่น ไหม ขนสัตว์ และเส้นใยพอลิเอไมด์ (polyamide) เช่น ไนลอน มากที่สุด สีชนิดนี้ใช้ย้อมในสภาวะที่เป็นกรด เวลาละลายน้ำจะแสดงประจุลบบนโมเลกุลสีในขณะที่เส้นใยแสดงประจุบวก ณ ภาวะกรด สีจึงเกาะติดบนเส้นใยได้ดีด้วยพันธะไอออน สามารถแบ่งชนิดของสีแอซิดออกเป็น 2 ชนิด คือ สีแอซิดที่ไม่มีโลหะเป็นส่วนประกอบ และสีแอซิดที่มีโลหะเป็นส่วนประกอบ (อ้างอิง A39)

หลังจากทำความสะอาดแล้วจะยังคงมีสีและวัสดุเจือปนอื่นๆ เหลืออยู่ในผ้า การฟอกขาวจะทำให้สิ่งเหล่านั้นสลายตัวหรือลดน้อยลง กระทำได้หลายแบบ เช่น การฟอกขาวสมบูรณ์ การฟอกขาวเพื่อนำไปย้อมและกึ่งฟอกขาว ฯลฯ

สารฟอกสีที่ใช้กันมาเป็นปกติ ได้แก่ สารฟอกสีคลอรีน (แคลเซียมไฮโปรคลอไรท์) ไฮโดรเจนเปอร์อ๊อกไซด์ เฉพาะการฟอกสีแบบต่อเนื่องนิยมใช้โซเดียมคลอไรท์และไฮโดรเจนเปอร์อ๊อกไซด์มากกว่า (อ้างอิง A38)

เส้นไหมจัดเป็นเส้นใยโปรตีนจากสัตว์ ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนที่เป็นเส้นใยแท้จริง (fibroin protein) ประมาณ 62-67เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เป็นกาว (sericin protein) ประมาณ 22-25 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เป็นน้ำ 10-11 เปอร์เซ็นต์ และสารจำพวกเกลือแร่อื่นๆ 1-1.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เป็นกาวและสารประกอบอื่นๆ จะเกาะอยู่รอบๆ เส้นไหม ก่อนการย้อมสีต้องทำการกำจัดสิ่งเหล่านี้ออกเสียก่อน มิฉะนั้นจะทำให้การติดสีไม่ดี ใยไหมมีความแข็งแรงที่สุดในบรรดาเส้นใยธรรมชาติ ย้อมติดสีได้ดีแต่มีปัญหาเรื่องความคงทนของสีต่อแสงแดด(อ้างอิง A37)

สีย้อมทุกชนิดเมื่อโอนแสงจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เนื่องจากแสงเป็นพลังงานรูปหนึ่ง ซึ่งเมื่อตกกระทบบนสีย้อมสามารถกระตุ้นให้เกิดการสลายตัวของสีย้อม หรือทำให้สีย้อมทำปฏิกิริยาเคมีกับสารอื่นที่อยู่ใกล้ จนสีย้อมเปลี่ยนรูปไปได้ การเปลี่ยนแปลงของสีย้อมเมื่อโดนแสงนี้อาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ที่พบมากที่สุดก็คือ การซีดจางของสี นอกจากนี้แล้ว แสงยังอาจทำให้สีย้อมมีการเปลี่ยนสีหรือทำให้ความสดใสของสีลดน้อยลงไปด้วยก็ได้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใดหรือรูปแบบใดนั้น ขึ้นกับองค์ประกอบรวมๆ กันหลายอย่างที่สำคัญดังนี้คือ

  • สูตรโครงสร้างทางเคมีของสีย้อม
  • องค์ประกอบของสภาวะแวดล้อม
  • สูตรโครงสร้างทางเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพของเส้นใย
  • ส่วนประกอบของแสงที่มาตกกระทบ
  • ปริมาณสารแปลกปลอมอื่น ๆ ในเส้นใย
  • ปริมาณของสีย้อมที่อยู่ในเส้นใย (อ้างอิง A24)
มี 3 วิธี คือ 
วิธีที่ 1 : การย้อมโดยใช้สีไดเร็ก คือ ใช้อุปกรณ์การต้มที่หาได้ทั่วไป แล้วซื้อสีมาต้มกับน้ำเกลือ แช่ผ้าลงไปต้มประมาณ 45 นาที - 1 ชั่วโมง แล้วนำมาซักทำความสะอาด ซึ่งเป็นวิธีที่หน่วยงานต่างๆรวมถึงจิตอาสาดำเนินการให้บริการกับประชาชนอยู่ในขณะนี้ จุดเด่นของการย้อมแบบนี้คือ สะดวก ใช้อุปกรณ์ที่หาได้ทั่วไป แต่จุดอ่อนคือ มีความคงทนต่อการซักต่ำ เสื้อผ้าที่ย้อมไปแล้วสีจะตก และสีซีดไว
วิธีที่ 2 : การย้อมโดยใช้สีรีแอ็คทีฟ เป็นสีที่ใช้ในระดับอุตสาหกรรม จุดเด่นคือ มีความคงทนต่อการซักสูง สีติดคงทน แต่กระบวนการย้อมค่อนข้างยุ่งยาก มีด่างซึ่งเป็นสารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้องต้องใช้เครื่องมืออุตสาหกรรมจึงจะให้ผลการย้อมที่ดี
วิธีที่ 3 : การย้อมโดยใช้สีซัลเฟอร์ หรือกำมะถัน จุดเด่นคือ เป็นสีที่มีราคาต่ำ เหมาะกับการย้อมสีดำ คงทนต่อการซักสูง สีติดทนนาน น้ำย้อมที่เหลือสามารถนำกลับมาใช้ย้อมในครั้งใหม่ได้ จุดอ่อนคือ ขั้นตอนในการย้อมมีการใช้สารเคมีที่ไม่ปลอดภัย จำเป็นต้องมีความรู้ในการดำเนินการ และผ้าที่ผ่านการย้อมทนต่อการซัก แต่ไม่ทนต่อการขัดถู
นอกจากผู้ย้อมต้องทำความเข้าใจและรู้จักสีที่จะนำมาย้อมผ้าแล้ว ต้องรู้จักธรรมชาติของเส้นใยและเนื้อผ้าที่นำมาย้อมด้วย เพราะผ้าบางชนิดจะไม่สามารถย้อมได้ เช่น ผ้าประเภทใยสังเคราะห์      (ข่าวด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่อง วิธีย้อมผ้าถูกวิธี)

ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากปลาที่ผ่านกรรมวิธีการหมักด้วยเกลือ ข้าวสวย หรือข้าวเหนียวนึ่ง และกระเทียมจนมีรสเปรี้ยวอาจทำจากปลาทั้งตัว หรือเฉพาะเนื้อปลาก็ได้  (อ้างอิง A16)

  • ปลาส้มตัว เป็นปลาส้มที่ทำจากปลาทั้งตัวที่ผ่าท้องควักไส้ออกแล้ว
  • ปลาส้มชิ้น เป็นปลาส้มที่ทำจากเนื้อปลาล้วนที่หั่นเป็นชิ้นตามขวางของลำตัวปลา
  • ปลาส้มเส้น เป็นปลาส้มที่ทำจากเนื้อปลาล้วนที่หั่นเป็นเส้น
  • ปลาส้มฟัก หรือ แหนมปลา เป็นปลาส้มที่ทำจากเนื้อปลาล้วนบดหรือสับ(อ้างอิง A16)
สารเจือปนที่ผู้ผลิตมักเติมลงในผลไม้แช่อิ่ม ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายของผู้บริโภค ได้แก่
(1) สีที่ไม่ถูกต้อง เช่น สีย้อมผ้า มักจะมีโลหะหนักจำพวกโครเมียม แคดเมียม ปรอท ตะกั่ว สารหนู พลวง เจือปน 
(2) สารบอแรกซ์  หรือน้ำประสานทอง เป็นสารที่ทำให้ผลไม้กรอบ น่ารับประทาน หากผู้บริโภคได้รับสารชนิดนี้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดพิษชนิดเฉียบพลัน และชนิดเรื้อรัง
(3) สารซัคคาริน หรือขัณฑกร เป็นสารให้ความหวาน แทนการใช้น้ำตาล ถ้ามีการใช้ในปริมาณสูงเกินไป อาจมีผลเสียต่อร่างกายได้ (A8) 

กรณีที่ผู้บริโภคได้รับสารชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายทีละน้อยๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะได้รับพิษชนิดเรื้อรัง ทำให้เกิดอาการระคายเคืองเยื่อบุทางเดินอาหาร มีผลทำให้เบื่ออาหาร อาเจียน ถ่ายอุจจาระบ่อย และน้ำหนักลด สำหรับอาการที่พบในเด็กอ่อนอาจทำให้เสียชีวิตประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทั้งหมด (A3)

แบ่งออกเป็น 4 แบบ คือ
(1) การดองโดยใช้เกลือน้อย ประมาณร้อยละ 2-5 อาศัยกระบวนการของจุลินทรีย์ทำหน้าที่ถนอมอาหาร
(2) การดองด้วยเกลือเข้มข้น ร้อยละ 20-25 ไม่มีจุลินทรีย์เข้ามาเกี่ยวข้อง
(3) การดองในน้ำส้มสายชู เป็นกระบวนการต่อยอดจากแบบที่ 1 และแบบที่ 2
(4) การดองในน้ำมัน โดยดองในน้ำเกลือก่อน บรรจุภาชนะแล้วนำไปตั้งทิ้งไว้กลางแดดประมาณ 7-8 วัน จากนั้นใส่น้ำมันลงไปผสมภายหลัง แต่วิธีนี้คนไทยไม่นิยมทำกัน ยกเว้นในบางประเทศ เช่น อินเดี(C3)  

วัตถุเจือปนอาหารประเภทสารช่วยทำให้กรอบ แคลเซียมคลอไรค์ แคลเซียมแลกเทต หรือแคลเซียมกลูโคเนต อย่างใดอย่างหนึ่งหรือรวมกัน ในปริมาณไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (E3)

เนื่องจากผลมะขามป้อมประกอบด้วยสารสำคัญ ได้แก่ วิตามินซีและแทนนิน ในปริมาณสูง โดยวิตามินซีทำหน้าที่จับอนุมูลอิสระในเซลล์ที่เป็นของเหลว ป้องกันเซลล์จากการถูกอนุมูลอิสระทำลาย สำหรับแทนนินมีอยู่ทุกส่วนของลำต้นมะชามป้อม เป็นสารสำคัญสำหรับใช้เป็นยาการรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคในระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร แผลในลำไส้ ลดไขมันและน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต (C2)

สรรพคุณตามตำรับยาไทยของมะขามป้อม ได้แก่ บรรเทาอาการหวัด ไอ เจ็บคอ ละลายเสมหะ     
แก้การกระหายน้ำ บำรุงเสียง บำรุงผม ป้องกันผมร่วง บำรุงร่างกายให้แข็งแรง และแก้ท้องผูก (A10)
 

สรรพคุณของมะขามป้อมตามตำรับยาแผนโบราณของอินเดีย ได้แก่ ใช้รักษาอาการตกขาว ปวดท้อง ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย นอนไม่หลับ แก้น้ำเหลืองเสีย ขับพยาธิ หิด ผื่นคัน ปวดหัว ไอกรน อาเจียน บำรุงผิว บำรุงผม บำรุงสมอง และบำรุงสายตา (A15)

(1) หากรับประทานมะขามป้อมมากเกินไป ทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้
(2) เคี้ยวลูกมะขามป้อมมากเกินไป ทำให้เกิดอาการเข็ดฟัน เสียวฟัน
(3) คนที่ท้องอืดเพราะกระเพาะเย็นไม่ควรรับประทาน
(4) รากมะขามป้อมมีพิษเบื่อเมา รับประทานเข้าไปมากๆ อาจถึงตายได้
(5) รากมะขามป้อมรับประทานมากเกินไป ทำให้สลบ จะต้องหายาแก้ทันที เช่น ใช้ผงยาบดของต้นรางจืด (A18)
 
เพราะเห็ดหอมมีคุณค่าทางอาหารสูง รสชาติดี มีกลิ่นหอม และประกอบด้วยสารที่มีสรรพคุณทางยา ได้แก่
(1) สาร Eritadenine (C9H11O4N5) มีคุณสมบัติลดคอเลสเตอรอลในเลือด
(2) สาร Lentinan เป็นสารประกอบพวก Polysaccharides มีคุณสมบัติต่อต้านเนื้องอกและมะเร็ง โดยทำให้เกิดภูมิต้านทานจาก T-cell หรือ Thymus-derived lymphocyter 
(3) สาร Ac2P และ Mushroom RNA โดย Ac2P มีโครงสร้างเป็นสารประกอบพวก Polysaccharides ส่วน Mushroom RNA มีโครงสร้างเป็น Double-stranded RNA ซึ่งมีคุณสมบัติต่อต้านไวรัส (A9)
 
ผลิตภัณฑ์ของเห็ดหอมมี 3 ชนิด คือ
(1) เห็ดหอมสด การเพาะเห็ดหอมสามารถเพาะขึ้นได้ดีในที่ที่มีอากาศเย็น โดยพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศไทยสามารถเพาะเห็ดหอมได้หลายแห่ง เช่น ดอยอ่างขาง ดอยปุย โครงการเกษตรหลวงห้วยทุ่งจ๊อ เป็นต้น
(2) เห็ดหอมแห้ง ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานทั้งเห็ดหอมสดและเห็ดหอมแห้ง เพราะมีคุณค่าทางอาหารไม่แตกต่างกัน แต่เห็ดหอมแห้งสามารถเก็บได้นานกว่าเห็ดหอมสด และมีรับประทานในทุกฤดู
(3) น้ำเห็ดหอม นอกจากผู้บริโภคจะนิยมรับประทานเห็ดหอมทั้งชนิดสดและชนิดแห้งแล้ว ปัจจุบันหลายประเทศยังนิยมรับประทานน้ำสกัดจากเห็ดหอมด้วย เนื่องจากสะดวก สามารถเปิดขวดดื่มได้ทันทีไม่ต้องเสียเวลานำมาประกอบอาหาร รวมถึงมีคุณประโยชน์เช่นเดียวกับการบริโภคเห็ดหอมสดและเห็ดหอมแห้งด้วย (A3)
 

คือ การเพาะเห็ดหอมบนท่อนไม้ และในขี้เลื่อย เนื่องจากเป็นวิธีที่ไม่สลับซับซ้อน และยังคงรสชาตดี มีกลิ่นหอม อีกทั้งสามารถเพาะได้ตลอดทั้งปี (C10)

พริกไทยแบ่งตามวิธีการเก็บและเตรียมได้เป็น 2 ชนิด คือ
(1) พริกไทยดำ (Black pepper) เตรียมได้จากการนำผลพริกไทยที่โตเต็มที่แต่ยังไม่สุกมาตากแห้ง
(2) พริกไทยล่อน (White pepper) เตรียมได้จากการนำผลพริกไทยที่สุกแล้วมาแช่ในน้ำเพื่อลอก
เปลือกชั้นนอกออกไป จากนั้นนำไปตากแห้ง (A2)
 

องค์ประกอบทางเคมีของพริกไทย ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย 2-4 เปอร์เซ็นต์ แอลกอฮอล์หลัก คือ ไพเพอร์รีน 5-9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวทำให้เผ็ดร้อน มี Piperidine และ Pipercanine เป็นตัวทำให้มีกลิ่นฉุน พริกไทยอ่อนนั้นจะมีกลิ่นฉุนน้อยกว่าพริกไทยดำ และมีโปรตีน 11 เปอร์เซ็นต์ คาร์โบไฮเดรต 65 เปอร์เซ็นต์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามิน วิตามินบี 1 วิตามินบี 2         ไนอาซิน และวิตามินซี (D1)

สารออกฤทธิ์ที่สำคัญของพริกไทยคือ สาร Piperine มีฤทธิ์ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและลำไส้ทำงานได้ดี กระตุ้นให้ระบบทางเดินอาหารหลั่งน้ำย่อย เพื่อย่อยโปรตีน ไขมัน และแป้ง เพิ่มการดูดซึมแร่ธาตุที่สำคัญ ทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดี เพิ่มการเผาผลาญอาหารต่างๆ เพิ่มการผลิตสารในสมองทำให้รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข อีกทั้งยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ทำให้สามารถช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ รวมถึงต้านการอักเสบ ต้านการชัก และต้านมะเร็งได้อีกด้วย (A9)

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมุนไพรของสหรัฐอเมริกาพบว่า พริกไทยป่นมีสรรพคุณช่วยในการรักษาโรคและส่งเสริมสุขภาพ สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้แก่ โรคกระเพาะอาหาร ความดันโลหิตสูง โรคริดสีดวง ห้ามโลหิต โรคหัวใจ ลดความอ้วน ปวดกล้ามเนื้อ แก้หวัด บำรุงผิว ช่วยย่อยอาหาร อายุยืน และมีความจำที่ดี นอกจากนี้ อาจนำมาชงแบบน้ำชา โดยนำพริกไทยป่น 1 ช้อน ใส่ในน้ำอุ่น 1 ถ้วย รับประทานเป็นประจำจะช่วยต้านโรคต่างๆ ได้ (A3)

ชานอ้อย (Bagasse) เป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่ได้มาจากต้นอ้อย หลังจากบีบเอาน้ำตาลออกแล้วจะเหลือส่วนที่เป็นกากใย โดยประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ
(1) ขุยอ้อย (Parenchyma cell) พบประมาณร้อยละ 30 ของน้ำหนักต้นอ้อยอบแห้ง (ไม่รวมน้ำอ้อย)  ส่วนนี้อยู่ตรงกลางของลำต้นมีทิศทางขนานไปกับความยาวของลำต้น มีมัดเส้นใยเดี่ยวฝังอยู่บริเวณตรงกลางของต้นอ้อย โดยในขั้นตอนการต้มเยื่อ ขุยอ้อยจะดูดซึมสารเคมีเข้าได้ง่ายและเกิดปฏิกิริยาทางเคมีได้เร็ว ทำให้สิ้นเปลืองสารเคมี ด้วยเหตุนี้ ก่อนการต้มเยื่อจึงต้องแยกขุยอ้อยออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
(2) เนื้ออ้อย (Fiber of the rind) หรือ แกนอ้อย ประกอบด้วยส่วนที่เป็นมัดเส้นใยคุณภาพดีประมาณร้อยละ 50 ของน้ำหนักต้นอ้อยอบแห้ง ซึ่งรวมกันแน่นที่แกนของต้นอ้อย ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรงแก่ลำต้น  เส้นใยในชั้นนี้มีขนาดใหญ่กว่า และมีความต้านทานต่อปฏิกิริยาเคมีดีกว่าเส้นใยที่อยู่ในชั้นขุยอ้อย จึงเหมาะสมสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเยื่อกระดาษ
(3) เปลือกอ้อย เป็นส่วนที่อยู่นอกสุด และบางที่สุดของต้นอ้อย แต่มีความหนาแน่นสูง ประกอบด้วยไขมัน และวัสดุอื่นๆ มีสีเข้มกว่าขุยอ้อยและส่วนแกน อาจมีสีแดงหรือเขียว ไม่เหมาะสมสำหรับใช้ผลิตเป็นเยื่อ เนื่องจากละลายได้ช้า และไม่สมบูรณ์ในระหว่างการต้มเยื่อ หากไม่แยกส่วนนี้ออกพร้อมกับการแยกขุยอ้อย จะทำให้เกิดจุดสีดำ ในเยื่อได้ (A4)
 
1. ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตพลังงานในรูปแบบต่างๆ เช่น ใช้ผลิตไฟฟ้า ชานอ้อยอัดแท่ง และผลิตเป็นเชื้อเพลิงเหลว เป็นต้น 
2. ใช้ในอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ สามารถใช้ทดแทนเยื่อจากไม้ใบกว้างได้เป็นอย่างดี จึงนำมาผลิตกระดาษได้เกือบทุกชนิด ซึ่งอาจใช้เป็นส่วนผสมหรือใช้เยื่อส่วนใหญ่ในการผลิตกระดาษบางชนิดก็ได้ ชนิดของกระดาษที่ผลิตจากเยื่อชานอ้อย ได้แก่ กระดาษห่อของ กระดาษพิมพ์ กระดาษเขียน กระดาษเช็ดหน้า กระดาษชำระ และกระดาษหนังสือพิมพ์
3. ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตแผ่นไม้ประดิษฐ์ เนื่องจากชานอ้อยมีคุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์ใกล้เคียงกับไม้ใบกว้าง ทำให้มีการนำชานอ้อยมาผลิตเป็นแผ่นไม้ประดิษฐ์แทนไม้ใบกว้าง ผลิตภัณฑ์แผ่นไม้ประดิษฐ์จากชานอ้อยในประเทศไทย ได้แก่ แผ่นใยไม้อัดความหนาแน่นสูง ความหนาปน่นปานกลาง และความหนาแน่นต่ำ
4. การใช้ประโยชน์จากชานอ้อยในรูปแบบอื่นๆ เช่น การทำ α-cellulose เพื่อผลิตเรยอน ทำพลาสติกจากลิกนินของชานอ้อย สกัด Xylitol ใช้เป็นอาหารสัตว์ เป็นต้น (A6)
 

กล่องโฟมจากชานอ้อยมีคุณสมบัติดีกว่ากล่องโฟมทั่วไป คือ เป็นบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้ภายใน 45 วันหลังจากการฝังกลบ และปลอดภัยจากสารปนเปื้อน โดยเฉพาะสารไดออกซิน ที่พบได้ในพลาสติกบางประเภท สารไวนิลคลอไรด์ ที่มักพบในพลาสติกพีวีซี และสารคลอรีนตกต้าง เนื่องจาก โฟมชานอ้อยไม่ต้องผ่านกระบวนการใช้คลอรีนในการฟอกสี (Elementary chlorine free-ECF) รวมทั้ง ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งอีกด้วย (A15)