You are here: Home

เคานท์ รัมฟอร์ด (เซอร์ เบนจามิน ทอมป์สัน) : Count Rumford (Sir Benjamin Thompson)

อีเมล พิมพ์


เคานท์ รัมฟอร์ด (เซอร์ เบนจามิน ทอมป์สัน) : Count Rumford (Sir Benjamin Thompson)        ในศตวรรษที่ 18 นั้นมีนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่หลายคนด้วยกัน ในบรรดานักวิทยาศาสตร์เหล่านี้มีนักวิทยาศาสตร์ผู้หนึ่งที่ซัดเซพเนจรมาจากทวีปใหม่แต่กลับมามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วยุโรป มียศขุนนางเป็นถึงท่านเคาน์ และยศทหารถึงขั้นนายพล มีผลงานเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์อยู่มากมาย เรื่องชีวิตและการค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์ของเขาน่าศึกษาเป็นอย่างมาก เขาผู้นี้คือ เบนจามิน ทอมป์สัน หรือท่านเคาน์ รัมฟอร์ด เจ้าของทฤษฎีความร้อนนั่นเอง




เกิด        เมืองโวเบิร์น (WOBURN) แมสซาซูเซส (MASSACHUSETTS) ประเทศสหรัฐอเมริกา (UNITED STATE    OF AMERICA) วันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1753
เสียชีวิต   เมืองโอทิวอี (AUTEUIL) ประเทศฝรั่งเศส (FRANCE) วันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1814

ผลงาน

  • ก่อตั้งราชบัณฑิตยสภา (Royal Institution)
  • ค้นพบสาเหตุของการเกิดความร้อน
  • เครื่องวัดอุณหภูมิการนำความร้อนของผ้า
  • สร้างเครื่องวัดความเข้มของแสง หรือโฟโตมิเตอร์ ของรัมฟอร์ด (Rumford's Photometer)

     
         ทอมป์สัน หรือที่รู้จักกันดีในนามของ เคานท์ รัมฟอร์ด (Count Rumford) เกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1753 ที่เมืองโวเบิร์น รัฐแมสซาซูเซส ประเทศสหรัฐอเมริกา ครอบครัวของเขามีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น มารดาต้องการให้เขาเรียนรู้เรื่องการค้าขายจึงส่งเขาไปทำงานเป็นเสมียนอยู่กับพ่อค้าขายสินค้าแห้งที่ท่าเรือเมืองซาเลม (Salem) ตั้งแต่ที่เบนจามินมีอายุได้เพียง 13 ปี เมื่อทำงานไปได้ 3 ปี ก็เกิดปัญหาการคัดค้านเรื่องภาษีทำให้เบนจามินตกงาน แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนดีและมีความซื่อสัตย์ เพื่อนของเจ้านายเก่าจึงเขียนจดหมายมาเพื่อชวนให้เขาไปทำงานด้วยที่บอสตัน (Boston) ซึ่งเบนจามินตกลงใจไปทำงานกับเขาทันที และในระหว่างนี้เขาได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เรื่องที่เขามีความสนใจมากที่สุด คือ เรื่องดินปืน ประทัดและจรวด และการทดลองเกี่ยวกับจรวดครั้งหนึ่งของเขาก็ทำให้เขาถูกไล่ออกจากงาน เพราะจรวดส่งเสียงดังมาก อีกทั้งเขาไม่เอาใจใส่เรื่องการทำงานเท่าไรนัก แต่เขาก็เป็นคนที่โชคดีอย่างน่าประหลาด เมื่อเขาออกจากงานเขาก็ได้พบกับนายแพทย์คนหนึ่งนามว่า ดร. เฮย์ (Dr.Hey) แห่งเมืองโวเบิร์น และได้ชักชวนให้เบนจามินไปทำงานอยู่ด้วยกัน แต่แทนที่เขาจะสนใจวิชาการแพทย์เขากลับสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์เช่นเดิม


         เนื่องจากเบนจามินเป็นผู้สนใจหาความรู้แม้จะไม่ได้เรียนในโรงเรียนเพราะต้องทำงานช่วยหาเลี้ยงครอบครัวที่ยากจนเขาก็ยังศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง และได้ไปศึกษาอยู่กับเพื่อนรุ่นพี่ชื่อ โลมมิ บอลด์วิน (Loammi Baldwin) บุคคลนี้เองเป็นผู้ทำให้เบนจามินชอบวิชาฟิสิกส์เป็นชีวิตจิตใจ ในขณะที่เขาทำงานอยู่กับดร.เฮย์นั้น เขาจะแบ่งเวลาไปฟังปาฐกถาเกี่ยวกับวิชาฟิสิกส์ของศาสตราจารย์วินธรอพ (Winthrop) ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harward) สอนหนังสือโรงเรียนประจำในหมู่บ้านใกล้ๆ ทำการทดลองด้านวิทยาศาสตร์กับคู่หูโลมมิ และถ้าทราบว่าใครทำการทดลองอะไรก็จะติดตามไปดูทันที และการทดลองที่เขาประทับใจที่สุดในตอนนั้นคือ การทดลองเกี่ยวกับไฟฟ้าในอากาสของเบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) การที่เบนจามินสนใจแต่วิชาฟิสิกส์นั้นสร้างความหนักใจให้กับดร.เฮย์เป็นอย่างมาก เมื่อเขาทราบดังนั้นจึงขอลาออกจากงานเมื่อต้นปี ค.ศ.1772 และตั้งใจจะใช้ชีวิตเป็นครูอย่างจริงจัง และเป็นโอกาสดีที่เมืองคอนคอร์ด (Concord) รัฐนิวแฮมป์เชียร์ (New Hampshire) กำลังขาดครูอยู่พอดี เบนจามินจึงได้มีโอกาสมาทำการสอนหนังสือที่เมืองนี้


         เบนจามินมาอยู่เมืองนี้ได้ไม่นานเขาก็ได้แต่งงานกับซารา วอลเกอร์ภรรยาหม้ายของเบนจามิน รอลเฟ (Benjamin Rolfe) ซาราเป็นผู้หญิงที่กว้างขวางทาสังคมและสนิทชิดเชื่อกับข้าหลวงผู้ปกครองรัฐเป็นอย่างดีจึงฝากฝังสามีให้กับข้าหลวง เนื่องจากเบนจามินเป็นผู้มีความรู้ดี จึงสามารถให้คำปรึกษาแก่ท่านข้าหลวงได้เป็นอย่างมากทำให้เป็นที่โปรดปราน ซึ่งหลังจากแต่งงานได้เพียง 6 เดือน เขาก็ไดรับแต่งตั้งให้เป็นพันตรีแห่งกองทหารอาสาสมัครแห่งนิวแฮมป์เชียร์ในขณะที่มีอายุได้เพียง 20 ปีเท่านั้น หน้าที่โดยตรงของเขาคือทำรายงานความเคลื่อนไหวของผู้ที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียงที่ทำตนเป็นปรปักษ์แก่การปกครองของอาณานิคมอังกฤษ เมื่อเกิดการปฏิวัติเบนจามินถูกเพ่งเล็งว่าเป็นผู้ทรยศชาติ ดังนั้นเขาจึงหนีไปอยู่ที่เมืองบอสตัน และได้เข้าทำงานกับนายพลเกจ (General Gage) แม่ทัพแห่งกองทัพอังกฤษ ในช่วงการกู้อิสรภาพภายใต้การนำของนายพลจอร์จ วอชิงตัน (George Washington) เอกสารทุกชิ้นที่ติดต่อกันจะถูกตรวจตราอย่างถี่ถ้วน แต่เอกสารของเบนจามินก็สามารถผ่านการตรวจได้อย่างสบาย เนื่องจากข้อความสำคัญที่ส่งเป็นโค้ดและเขียนด้วยหมึกพิเศษจึงตรวจไม่พบ ไม่เช่นนั้นเขาคงถูกแขวนคอในฐานะทำจารกรรมให้แก่ชาติศัตรูของคณะกู้ชาติ


        ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1776 กองทัพกู้อิสรภาพได้ทำการยึดเมืองต่าง ๆ คืนได้เป็นผลสำเร็จหลายเมืองรวมถึงเมืองบอสตันที่เบนจามินหนีไปอยู่หลังจากที่หายป่วยจากโรคไทฟอยด์ กองทัพอังกฤษได้ถอนกำลังออกจากเมืองบอสตันกลับอังกฤษ ซึ่ง เบนจามินได้หนีมากับเรือนี้ด้วย เมื่อมาถึงกรุงลอนดอนเบนจามินได้เข้าทำงานเป็นเลขานุการของท่านลอร์ดจอร์จ เยอเมน (Lord George Germain) ครั้งหนึ่งเขาได้รับคำสั่งให้ทดลองอานุภาพการระเบิดของดินปืน เขาศึกษามันเป็นอย่างดีจนสามารถตีพิมพ์ผลงานออกเผยแพร่ในหัวข้อเรื่อง An Account of Some Experiment Upon Gun Power และจากผลงานชิ้นนี้เองในปี ค.ศ. 1781 เขาได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของราชสมาคมแห่งกรุงลอนดอน (Royal Society of London)


          ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1783 อังกฤษและอเมริกาสงบศึกกันได้ เบนจามินจึงเดินทางกลับอังกฤษและโอรตัวเองมาเป็นนายทหารอังกฤษเต็มตัว ในปีเดียวกันนี้เองเขาได้รับการชักชวนจากเจ้าชายแมกซิมิเลียน เด คู ปองต์ (Prince Maximilian deus Deux Ponts) ให้ดำรงตำแหน่งนายทหารประจำกองทัพ เจ้าชายได้เขียนจดหมายแนะนำตัวให้กับเบนจามินไปส่งให้กับ คาร์ล ทีโอดอร์ (Karl Theodore) ผู้ปกครองแคว้นบาวาเรีย (Elector of Bavaria) ซึ่งเป็นแคว้นหนึ่งในประเทศเยอรมนี แต่เบนจามินก็ยังคงทำงานให้กองทัพอังกฤษอยู่ โดยเบนจามินมีหน้าที่ส่งข่าวสารความเคลื่อนไหวให้กับรัฐบาลอังกฤษ เมื่อแรกที่เขามาถึงบาวาเรียเขาได้รับการตอนรับอย่างสูงส่งและได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายพันเอกแห่งกองทหารแคว้นบาวาเรียทันที เบนจามินเป็นผู้สร้างคุณประโยชน์ให้กับกองทัพของบาวาเรีย อย่างมากเขาได้ปรับปรุงกองกำลังที่ไร้สมรรถภาพให้มีกำลังแข็งแกร่งเช่นเดิมเบนจามินสังเกตว่าทหารในกองทัพมีสภาพอ่อนแอไม่เข้มแข็งซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเกิดจากสาเหตุ 2 ข้อคือ เครื่องแบบทหารที่ไม่เหมาะสมกับอากาศที่ร้อนในภูมิภาคนั้น และอาหารที่ไม่มี คุณภาพ เขาได้ค้นคว้าหาเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับทหาร และในการทดลองครั้งนี้เข้าได้สร้างเครื่องวัดอุณหภูมิการนำความร้อนของผ้า จากผลการทดสอบพบว่าผ้า ใยสังเคราะห์ เป็นผ้าที่เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนที่สุด เนื่องจากสามารถระบายอากาศได้ดีกว่าผ้าชนิดอื่น ส่วนผ้าขนสัตว์เป็นผ้าที่ไม่เหมาะสมที่สุดเพราะไม่สามารถระบายความร้อนได้ แต่เหมาะสมกับอากาศหนาวมากกว่า หลังจากนั้น เขาได้ขออนุมัติเงินจากรัฐเพื่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องแบบทหารขึ้น ทางรัฐได้อนุมัติเงินซึ่งคนงานในโรงงานแห่งนี้เบนจามินได้รับคนจรจัดที่ไม่มีอาชีพเข้ามาทำงาน ส่วนบุตรหลานของคนเหล่านี้เขาได้จัดสร้างโรงเรียนเพื่อเด็กทุกคนจะได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน ส่วนเรื่องอาหารที่ไม่มีคุณภาพ เบนจามินได้ทำการตรวจสอบส่วนประกอบของอาหารแต่ละชนิดว่าชนิดใดเหมาะสมกับการเลี้ยงคนจำนวนมาก เขาได้พบว่าซุปคืออาหารที่มีประโยชน์ และราคาถูกเหมาะสมกับการเลี้ยงดูคนจำนวนมาก แต่ซุปจะต้องประกอบไปด้วย ข้าวบาร์เลย์ ถั่ว มันฝรั่ง เกลือ ขนมปัง น้ำส้ม และน้ำ เมื่อคิดสูตรอาหารได้แล้ว ปัญหาที่ตามก็คือ เตาที่ใช้ในการปรุงอาหารจำนวนมาก ดังนั้นเบนจามินจึงได้สร้างเตาซึ่งมีปล่องไฟสำหรับถ่ายเทอากาศ และช่วยในการลุกไหม้ได้ดีด้วย


         เรื่องต่อมาที่เบนจามินได้ปรับปรุง คือ สภาพบ้านเรือน และโรงงานที่มืดเกินไปไม่เหมาะสมสำหรับการทำงาน เนื่องจากมีหน้าต่างน้อย และวัสดุที่ให้แสงสว่างไม่มีคุณภาพพอ เขาได้สร้างเครื่องมือสำหรับวัดความเข้มของแสงที่เหมาะสมกับการทำงานเรียกว่า "โฟโตมิเตอร์ของรัมฟอร์ด (Rumford's Photometer)" จากเครื่องมือชนิดนี้เขาพบว่าตะเกียงให้แสงสว่างได้ดีกว่าเทียน แต่ตะเกียงน้ำมันพืชที่ใช้กันอยู่มักมีเขม่าเกาะที่ปล่องแก้วทำให้ได้แสงสว่างได้น้อยลง ดังนั้นเขาจึงปรับปรุงโดยการเจาะรูให้อากาศเข้าไปช่วยในการลูกไหม้ ให้ดีขึ้น และมีเขม่าน้อยลง จากผลงานต่าง ๆ ที่เขาสร้างขึ้นให้กับแคว้นเบาวาเรียนเขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม นอกจากนี้เขามีหน้าที่ดูแลกรมวัง และกรมตำรวจอีกด้วย ต่อมาในปี ค.ศ. 1792 ลีโอโปดจักรพรรดิเยอรมนีสวรรคต ฟรานซิสได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิและแต่งตั้งคาร์ล ทีโอดอร์ ขึ้นเป็นอุปราช และเบนจามินในฐานะที่ปรึกษาคนสนิทได้รับการแต่งตั้งให้เป็นท่านเคานท์ ชื่อว่า เคานท์ รัมฟอร์ด (Count Rumford)


         ในปี ค.ศ. 1793 เบนจามินได้เริ่มทำการทดลองเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีแคลอริก (Caloric Theory) เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับความร้อนที่ว่า "ความร้อนเป็นของไหลชนิดหนึ่งที่ไม่มีน้ำหนักและไม่สามารถมองเห็นได้แคลอริกนี้จะไหลเข้าไปในวัตถุเมื่อวัตถุมีความร้อนและจะไหลออกเมื่อวัตถุนั้นเย็น” ซึ่งเขาไม่เชื่อถือทฤษฎีข้อนี้เลย เบนจามินได้ทำการทดลองโดยการใช้น้ำหล่อขณะที่ทำการเจาะรูกระบอกปืนปรากฏว่าน้ำที่หล่อมีความร้อนมากขึ้นจะกระทั่งเดือด เขาทำการทดลองซ้ำอีกหลายครั้งจนมั่นใจเบนจามินจึงได้สรุปสาเหตุของการเกิดความร้อนในครั้งนี้ว่า "เกิดจากการเสียดสีของสว่านและตัวโลหะคือกระบอกปืน และความร้อนเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการสั้นสะเทือนของวัตถุ ไม่ใช่เป็นสสารอย่างที่เข้าใจกันมา เขาได้ทำการทดลองอีกครั้งโดยใช้ม้าช่วยหมุนเครื่องเจาะดูปรากฎว่าได้ผลเช่นเดียวกัน โดยความร้อนที่เกิดขึ้นสามารถทำให้น้ำเดือดโดยไม่ต้องอาศัยเชื้อเพลิงเลย เขาจึงสรุปว่าความร้อนไม่ใช่สสารแต่เป็นพลังงานที่เกิดจากการสั่นสะเทือนหรือการเคลื่อนไหว (Motion) ของวัตถุแต่ผลงานชิ้นนี้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเชื่อถือ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1850 เจมส์ เพรสคอทท์ จูล (Jame Precott Joule : 1818 - 1889) ได้ทำการทดลองเรื่องสมมูลกลความร้อน (Mechanical Equivalent of Heat) จึงทำให้ทั่วโลกเชื่อในทฤษฎีความร้อนของเบนจามิน


         ในปี ค.ศ. 1795 เบนจามินได้เดินทางกลับประเทศอังกฤษเพื่อนำผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่เขาได้ทำการทดลองลงตีพิมพ์ในวารสารของราชสมาคมแห่งกรุงลอนดอน โดยใช้ชื่อเรื่องว่า Proceeding of the Royal Society ซึ่งเป็นผลงานที่ได้รับความนิยมและยกย่องมากชิ้นหนึ่งในระหว่างที่เขาอยู่ในอังกฤษเขาได้แก้ไขปัญหาเตาผิงที่มีควันมาก อีกทั้งสิ้นเปลื้องพลังงานเบนจามินได้แก้ไขปัญหาโดยการสร้างปล่องไฟ เพื่อช่วยในการระบายควัน และให้อากาศเข้ามาช่วยในการลุกไหม้ ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานน้อยลง แต่เบนจามินอยู่ในอังกฤษได้เพียงปีเศษก็ต้องเดินทางกลับแคว้นบาวาเรียอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเกิดสงครามระหว่างออสเตรียและฝรั่งเศสขึ้นเมื่อเดินทางมาถึงแคว้นบาวาเรีย เขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพผู้มีอำนาจเต็มในการบัญชาการ เขาได้แก้ไขสถานการณ์ในขณะนั้นด้วยสันติวิธีเมื่อกองทัพของทั้งสองฝ่ายยกมาถึงเขาได้ขอร้องให้กองทัพทั้งสอง ตั้งทัพอยู่นอกกำแพงเมืองคนละด้าน จากนั้นเขาก็ออกเยี่ยมเยียนทหารทั้ง 2 ประเทศ สลับกันไปคนละวัน ในที่สุดเขาก็เจรจาให้ทหารทั้งสองยกทัพกลับไปได้ ทุกคนลงความเห็นว่าเขาคือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของชาวบาวาเรียอย่างแท้จริง


          อีก 2 ปี ต่อมา เบนจามินก็ต้องเดินทางกลับประเทศอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศเยอรมนี ในช่วงนี้เขาเกิดความท้อแท้ และต้องการใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบที่บ้านเกิดของเขาในสหรัฐอเมริกา แต่เขาก็ต้องผิดหวังเมื่อได้รับจดหมายตอบกลับมาว่า "รู้สึกจะเป็นการลำบากอย่างยิ่งในการที่สุภาพบุรุษผู้หนึ่งซึ่งหนีออกนอกประเทศโดยถูกกล่าวหาว่าเป็นจารกรรมจะกลับมาพักอาศัยอยู่ในถิ่นฐานเดิมของตน" เขาจึงจำเป็นต้องอยู่ในอังกฤษต่อไป และในปี ค.ศ. 1801 เขาได้ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น ไมเคิล ฟาราเดย์ และฮัมฟรี เดวี่ เป็นต้น ก่อตั้งราชบัณฑิตยสภา (Royal Institution)ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ สถาบันทางวิทยาศาสตร์แห่งนี้มีความสำคัญมาจนถึงปัจจุบัน นอกเหนือจากสถาบันแห่งนี้ เมื่อปี ค.ศ. 1799 เบนจามินได้ก่อตั้งสมาคมวิทยาศาสตร์ขึ้นที่ มิวนิคชื่อว่า สถาบันบาวาเรียนแห่งมิวนิค (Bavarian Academy at Municah)


          และในวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1814 เบนจามิน ทอมป์สันก็ได้ถึงแก่กรรมกะทันหันโดยไม่ได้สั่งใครเลย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เบนจามินก็มีความรอบคอบและยังคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนอยู่เสมอ เขาได้ทำพินัยกรรมยกเอกสารทางการทหารทุกชิ้นให้แก่รัฐบาลอเมริกัน ส่วนทรัพย์สินต่างๆ ยกให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) แม้ว่าชีวิตการต่อสู้ของนักการทหาร นักสังคมสงเคราะห์ ลันักวิทยาศาสตร์ชื่อดังจะต้องจบลง แต่ผลงานและความดีของเขายังคงปรากฎอยู่ในโลกอย่าไม่มีใครลืม
 

แก้ไขล่าสุด ( วันเสาร์ที่ 25 มกราคม 2014 เวลา 11:21 น. )